ศึกฟุตบอลเอฟเอ คัพ นัดชิงชนะเลิศทีม “สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซี ของอันโตนิโอ คอนเต ปะทะกับทีม “ผีแดง” แมนยู ของโชเซ มูรินโญ ครึ่งแรกทีมแมนฯยูได้ครองบอลมากกว่าแต่ทีมเชลซีกลับสร้างโอกาสยิงประตูมากกว่า และในนาทีที่ 10 ฟิล โจนส์ สกัดบอลพลาด เอเดน อาซาร์ชิงตัดบอลได้ก่อนลากขึ้นมาทางด้านซ้าย จนถึงริมเส้นเขตโทษ แล้วหลบหนีอันโตนิโอ วาเลนเซีย ก่อนสับไกยิงมุมแคบ แต่เด เคอาใช้เท้าสกัดไว้ได้ นาทีที่ 12 แอชลีย์ ยัง ปีกซ้ายเปิดบอลจากฝั่งซ้ายเข้ามากลางประตู แต่คูร์กตัวส์ออกมาคว้าไว้ได้ อีกนาทีต่อมา บากาโยโกได้บอลหลุดไปในเขตโทษ เป็นจังหวะเดียวกับที่เนมันยา มาติชเข้ามาด้านหลังด้วย ก่อนล้มลง แต่ผู้ตัดสินให้เล่นต่อ ไม่ได้ให้จุดโทษ กระทั่งนาทีที่ 22 เชลซีได้ประตูขั้นนำ เมื่ออาซาร์ลากลุยเข้าไปในเขตโทษ ก่อนโดนฟิล โจนส์สกัดล้มลง ไมเคิล โอลิเวอร์ ผู้ตัดสินเกมนี้เป่าเป็นจุดโทษ

พร้อมแจกใบเหลืองฟิล โจนส์ ก่อนที่อาซาร์จะสังหารเข้าไป นาทีที่ 44 แมนฯยูมีลุ้นตีเสมอ เมื่อแอชลีย์ ยังเปิดบอลจากด้านซ้าย เข้ามาที่เสาสอง ฟิล โจนส์เติมเกมขึ้นมาโขก บอลเฉี่ยวเสา ช่วงทดเจ็บ มาร์คัส แรชฟอร์ดได้ยิงในเขตโทษ แต่โดนกองหลังเชลซีสกัดไว้ได้ จบครึ่งแรก เชลซีนำ 1-0 นาทีที่ 55 แรชฟอร์ดซัดไกลนอกเขตโทษ นายทวารเชลซีปัดไว้ได้ อีกนาทีต่อมา ลินการ์ดไหลบอลทะลุช่องเข้าไปในเขตโทษ ให้แรชฟอร์ดหลุดไปยิงดวล แต่คูร์กตัวส์พุ่งออกบล็อกไว้ได้ นาทีที่ 80 มาติชซัดไกลด้วยเท้าซ้าย บอลพุ่งเข้ากรอบ แต่คูร์กตัวส์ปัดออกไปได้ นาทีที่ 82มาร์กซิอัลเปิดเตะมุมจากด้านซ้าย เข้ามาเขตโทษ ป๊อกบาขึ้นโขกโล่งๆ แต่สะบัดมากไป บอลหลุดกรอบ นาทีสุดท้าย แมนฯยู รุกหนักแต่ไม่สามารถตีเสมอได้ จบเกม เชลซีเอาชนะ แมนฯยู 1-0 คว้าแชมป์เอฟเอ คัพ ไปครอง